พิชัย ย้ำ! หุ้นไทยมีเสน่ห์ แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้าง ฟื้น! ความเชื่อมั่นนักลงทุน
"พิชัย" ย้ำหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ แต่ต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน เล็งให้อำนาจ ตลท. ร่วมสอบสวนการกระทำผิด สั่ง สศช.จัดลำดับใช้งบ 4 ล้านล้านบาทปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ เสน่ห์หุ้นไทย : พลังผลักดันเศรษฐกิจ ในงานเสวนา Dailynews Talk 2025 ปลุกเสน่ห์หุ้น-คริปโทฯ ครึ่งปีหลัง 2025 จัดโดยสำนักข่าวเดลินิวส์ ว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงมีเสน่ห์ แม้เศรษฐกิจไทยจะเจอความผันผวน ซับซ้อน และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีนโยบายสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติให้กลับเข้ามาในไทย
"สิ่งสำคัญคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในระยะสั้นจะต้องเตรียมรับมือกับการเจรจาสหรัฐฯที่ยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อใด โดยโยกงบกลาง 1.57 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและตามความจำเป็น เช่น มีการนำแผนของ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ที่เสนอใช้งบประมาณรวม 4 ล้านล้านบาท โดยคลังได้สั่งการให้ไปบริหารจัดการแต่ละโครงการว่าโครงการใดสำคัญที่สุด และโครงการใดสามารถทำได้บ้างในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 2568-2571 โดยเฉพาะการการแก้ปัญหาด้านน้ำเพื่อการ อุปโภคบริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรม"
นายพิชัย ระบุว่า นอกจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ยังต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุน โดยจะเห็นได้ว่าแม้ตลาดจะมีความผันผวน แต่หุ้นหลายกลุ่มยังมีปัจจัยพื้นฐานดี ยังสามารถลงทุนเป็นรายตัวได้
นอกจากนี้ ยังมีการแก้เกณฑ์การซื้อหุ้น หรือ Treasury Stock ซึ่งคาดว่าแล้วเสร็จเร็วๆนี้ ซึ่งจะช่วยให้หุ้นปรับราคาสูงขึ้น และอีกเรื่องที่สำคัญคือการเอาผิดลงโทษที่พบการกระทำผิดมากขึ้น โดยฝากถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. ให้มองการแก้ในระยะยาว และการยกระดับการกำกับดูแล ซึ่งกระทรวงการคลังมีแนวคิดให้ ตลท. มีอำนวจสอบสวนเองหรือสอบสวนร่วมด้วยหรือไม่
โดยมีแนวคิดทบทวนกฎหมาย พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ให้นักลงทุนในหุ้นข้ามไปลงทุนในดิจิทัลได้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล
นายพิชัย ยังได้กล่าวถึง การหารือกับนักลงทุนสถาบัน ถึงการทบทวนหลักเกณฑ์ต่างๆการลงทุนในกองทุนด้วยว่า นักลงทุนยอมรับว่าที่ผ่านมีสัดส่วนการลงทุนในไทยจำนวนมาก แต่ในระยะหลังมีการเพิ่มสัดส่วนไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เพราะให้ผลตอบแทนได้มากกว่า แต่ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา ผลตอบแทนต่างประเทศไม่ได้ดีเช่นก่อน รวมถึงดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก ส่งผลให้ปัจจุบันนักลงทุนรอดูการลงทุนว่ะจะมีปรับสัดส่วนกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากเงินจะไหลกลับเข้า ก็จะลงมาที่พันธบัตรก่อน และเมื่อนักลงทุนเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยมากขึ้น เงินก็จะไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้น
ผู้สื่อข่าวได้ถามต่อถึงกรณี ความเป็นไปได้ที่คริปโทเคอร์เรนซีสามารถซื้อสินค้า และบริการได้ ในประเทศไทย โดยนายพิชัย ระบุว่า หากนำคริปโทมาซื้อสินค้าภายในประเทศ จะไม่ให้ยุ่งกับร้านค้าโดยตรง ซึ่งในต่างประเทศส่วนใหญ่คนซื้อจะมีข้อตกลงกับบริษัทบัตรเครดิตการ์ด มีการไปแลกเปลี่ยนกันในที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ ซึ่งถ้านำมาใช้ในไทยก็จะได้เป็นเงินบาทมาใช้จ่าย และถ้าหากจะทำจริงๆก็สามารถทำได้เลย แต่ต้องมีระบบที่ชัดเจนก่อน และต้องหารือกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ แบงค์ชาติก่อน ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่ได้มีการอนุญาตให้ทำ
สำหรับกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ส่งความเห็นถึงรัฐบาล กรณีออก G-Token รัฐบาลจะต้องเตรียมเงินเต็มจำนวน (Fully Backed) นั้น นายพิชัย ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการออกดิจิทัลที่มีสินทรัพย์เข้ามารองรับ เนื่องจากการออก G-Token ถือเป็นส่วนหนึ่งของหนี้สาธารณะ โดยย้ำว่าจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้าและบริการโดยตรง ทั้งนี้ ยังต้องมีการหารือกับ ธปท. เพื่อความชัดเจนอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าว ได้ถามต่อว่า สำหรับไทม์ไลน์ในการเปิดให้ซื้อขายยังคงเป็นไทม์ไลน์เดิมอยู่หรือไม่ นายพิชัย ระบุว่า คงจะได้เห็นกันเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อน และยังต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนก่อน แต่ก็เชื่อว่าคงจะเป็นเร็วๆนี้แน่นอน
ส่วนสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าในรอบ 7 เดือน ส่วนหนึ่งเกิดจากเงินทุนที่ไหลกลับเข้ามา แต่ยัง ต้องรอดูว่าเป็นระยะสั้นหรือไม่ โดย ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการถือครองเงินดอลลาร์ของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางและระยะยาวจะต้องกลับมาพิจารณาอีกครั้ง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB